+100%-

TWO Chapter 195 การล่าถอย

เปลวเพลิงที่รุนแรง ทำให้เหล่าทหารหมดหนทาง พวกเขาทำได้เพียงกรีดร้องเท่านั้น เปลวเพลิงได้ลุกลามไปทั่วร่างกายของพวกเขา ทีละคน ทีละคน พวกเขาล่วงหล่นลงจากหลังม้า และถูกเปลงไฟที่อยู่บนพื้นเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน

ทุ่งหญ้าที่ถูกเผาไหม้และหมอกควันที่เกิดจากการเผาไหม้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถออกมาจากกับดักเพลิงได้

แม้ว่าม้าฉิงฟู่จะมีความกล้าหาญ พวกมันก็ยังตื่นตระหนก หลังจากที่เพลิงลุกไหม้และหมอกควันฟุ้งไปทั่ว พวกมันก็วิ่งไปรอบๆราวกับเป็นแมลงวันที่ไม่หัว มันจึงเป็นเรื่องปกติที่พวกมันจะวิ่งไปชนกัน และส่งผลให้เกิดความสูญเสียตามมา

ขณะที่เปลวเพลิงลุกไหม้ขึ้น ใบหน้าของหลาคเซิ่นก็ซีดขาว เขาสามารถบอกได้ในทันทีว่า ศัตรูที่พวกเขาเผชิญหน้าอยู่ไม่ใช่พวกโจร การสมรู้ร่วมคิดครั้งใหญ่นี้ กำลังจะปกคลุมท้องฟ้าของเผ่าเทียนฉี

สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ เขาจะต้องนำของเขาออกจากกับดักเพลิง และพาพวกเขากลับไปยังฐานที่มั่นของเผ่าให้ได้

พาหนะของหลาคเซิ่นเป็นม้าศึกฉิงฟู่ระดับทองคำขาว มันเป็นดั่งสัตว์ในตำนาน เขาเริ่มส่งเสียงและม้าของเขาก็กระโดดออกจากกับดักเพลิงเป็นตัวแรก

นักรบคนอื่นๆติดตามเสียงของผู้นำพวกเขา พวกเขาทำต่างอย่างเขา เพื่อจะได้ออกไปด้วยกัน

ในขณะที่หลาคเซิ่นพุ่งออกจากเปลวเพลิง เขาก็กลายเป็นสิ้นหวังอีกครั้ง

เล่ห์กลของศัตรูเขา เกือบจะถึงขีดสุดของจินตนาการของเขา

มีทหารม้า 2,000 นาย ยืนอยู่ข้างนอกเปลวเพลิง ในขณะที่ใบหน้าของพวกเขาไม่ได้บ้าคลั่งและอวดดีเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ใบหน้าของพวกเขาทุกคนกลับกลายเป็นเคร่งขรึมและไร้อารมณ์

มันทำให้เขาสั่นสะท้าน หลาคเซิ่นสามารถบอกได้ว่า ศัตรูของเขาก็เป็นเหมือนกับพวกเขา ที่เป็นทหารในกองทัพ

หลังจากที่พวกเขาเห็นออกมาจากกับดักเพลิง พวกเขาก็ยิงฝนลูกศรมาทางเขาและคนที่กำลังตามเขามา ลูกศรเหล่านั้น ได้สังหารเหล่าคนที่โชคร้ายอย่างๆไร้ปราณี

นักรบบนหลังม้าเหล่านี้ คิดว่าพวกเขาจะปลอดภัยหลังจากที่พวกเขาออกมาจากกับดักเปลวเพลิงที่น่ากลัวได้ แต่สุดท้าย พวกเขาก็ยังถูกโจมตีด้วยสิ่งอื่นอีก

มันได้บดขยี้ขวัญกำลังใจและความกล้าหาญของนักรบที่ยังเหลือรอดอยู่จนหมดสิ้น

นักรบที่โชคดียังรอดจากฝนลูกศรไม่กล้าจะคิดอะไรอีกต่อไป พวกเขารีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ผู้นำของพวกเขา หลาคเซิ่น ก็ไม่กล้ารวบรวมกองกำลังเพื่อทำการโต้กลับ เขารีบขี่ม้าฉิงฟู่ และหนีไปทางทะเลสาบเซิ่นจวนในทัน

ทหารม้าเมืองซานไห่ไม่ได้ออกติดตามเหล่าทหารกลุ่มสุดท้านที่ยังเหลือรอด ตามคำกล่าวที่ว่า ‘ไม่ควรไล่ล่าศัตรูและกดดันให้สัตว์ร้ายสิ้นหวัง’ เพื่อความอยู่รอด เหล่าทหารที่ยังเหลือรอดเหล่านี้จะทำอะไรก็ได้ พวกเขาอาจจะปลดปล่อยพลังที่ไม่สามารถจินตนาการออกมาก็ได้ และมันอาจจะส่งผลให้ฝ่ายที่ไล่ล่าเป็นฝ่ายเสียหายซะเอง

แม้ว่าโอหยางโชวจะเป็นผู้ชนะ แต่เขาก็ไม่ต้องการจะสังหารนักรบที่หมดหวังเหล่านี้  และเพิ่มความเสียหายให้กับกองกำลังของตัวเอง

จากนับรบเผ่าเทียนฉี 5,000 นาย เหลือเพียง 1,000 นาย ที่หนีรอดไปได้

โอหยางโชวไม่สนใจเปลวเพลิง เขานำทัพไปยังค่ายเจิ้นสี เพื่อเก็บเกี่ยวผลกำไรจากการสู้รบครั้งนี้

เมื่อพวกเขาไปถึง ทหารที่เหลือในค่ายก็รีบหนีไปทันที

ทหารม้าชั้นสูงจะสามารถเป็นเจ้าของม้าได้ 3 ตัว โดย 2 ตัว เป็นม้าศึก และอีก 1 ตัว เป็นม้าแรงงาน จุดประสงค์ก็คือ การพกพาสิ่งต่างๆ ในขณะเดียวกันก็สลับการขี่ม้าศึกทั้ง 2 ตัว ซึ่งมันจะช่วยเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ของพวกเขาได้

ม้าศึกจะเหนื่อยและสูญเสียเรี่ยวแรงอย่างรวดเร็วเมื่อต้องแบกน้ำหนักมาก โดยทั่วไป ม้าศึกที่มีทหารอยู่บนหลัง จะเดินทางต่อเนื่องได้ 20 กิโลเมตร ก่อนที่จะต้องพักผ่อน แต่ถ้าพวกมันมี 2 ตัว ให้นักรบได้ผลัดเปลี่ยน พวกมันก็จะสามารถเดินทางอย่างต่อเนื่องได้มากขึ้น และส่งผลให้การเดินทางรวดเร็วขึ้น

ก่อนหน้านี้ เมืองซานไห่ไม่ได้มีสงครามระยะไกล ทหารม้าโดยทั่วไปจึงมีม้าเพียงตัวเดียว ส่วนใหญ่จองกองพันแนวหน้าที่ 1 จะใช้ม้าฉิงฟู่ และพวกเขายังมีของขวัญจากการเปลี่ยนขั้นจากระบบ เป็นม้าแรงงานอีกด้วย

ทหารม้าจากกรมทหารผสม เคยเป็นผู้บุกรุก แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยได้รับม้าศึกฉิงฟู่ พวกเขาก็ยังคงมีม้าของตัวเอง 2 ตัว ในขณะที่กองพันแนวหน้าที่ 2 และกองพันทหารม้าเมืองฉิวซุ่ยที่เพิ่มจัดตั้งขึ้นใหม่ มีเพียงม้าที่ได้รับมาจากการเปลี่ยนขั้นจากระบบเท่านั้น

โดยรวมแล้ว เมื่อเทียบกับชนเผ่าเร่ร่อน ทหารม้าของเมืองซานไห่ยังคงดูอ่อนแอกว่ามาก

หากกล่าวอย่างจริงจังแล้ว ทหารม้าต้องการทหารสนับสนุนอย่างน้อย 2 นาย โดย 1 นาย ช่วยจัดเตรียมสัมภาระของพวกเขา และอีก 1 นาย ช่วยดูแลม้าให้กับพวกเขา

อย่างไรก็ตาม เพื่อลดความซับซ้อนของเกมส์ ระบบทำให้ทหารม้าไม่จำเป็นต้องมีทหารสนับสนุน ทหารม้าแต่ละนายสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตนเอง

ถ้วยรางวัลของโอหยางโชว จากการรบครั้งนี้ก็คือ ม้าที่อยู่ในค่ายเจิ้นสี แน่นอนว่าในคอกม้ามีม้าศึกฉิงถึง 5,000 ตัว และยังมีม้าทั่วไปอีก 5,000 ตัว

เมื่อรวมกับม้าฉิงฟู่ที่พวกเขารวบรวมได้จากสนามรบก่อนหน้านี้ โดยรวมแล้ว พวกเขาได้รับม้าฉิงฟู่ถึง 6,000 ตัว ดังนั้น มันจึงเป็นการเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่สำหรับพวกเขา

หากคำนวณราคาม้าฉิงฟู่ที่ตัวละ 5 เหรียญทอง มันจะมีมูลค่ารวมถึง 30,000 เหรียญทอง เมื่อรวมกับม้าแรงงานด้วยแล้ว พวกเขาเก็บเกี่ยวได้มากกว่า 40,000 เหรียญทอง ที่สำคัญที่สุดก็คือ แม้ว่าม้าฉิงฟู่จะมีราคา แต่มันก็ไม่มีขายในตลาด ไม่มีใครยินดีจะขายสิ่งมีค่าเช่นนี้

นอกจากนี้ ในคลังแสงของค่าย โอหยางโชวยังปล้นธนูประกอบได้อีก 5,000 คัน ด้วยธนูเหล่านี้ ทหารเมืองซานไห่จะมีอาวุธธนูครบทุกนาย

หลังจากการสู้รบในครั้งนี้ มันจะช่วยลดความต้องการม้าฉิงฟู่ของเมืองซานไห่ลงได้ แต่พวกเขาก็ยังต้องจ่ายด้วยทหารม้าถึง 150 นาย ที่เสียชีวิต เนื่องจากพวกเขาต้องเดินทางอีกในระยะไกล โอหยางโชวจึงสั่งให้ฝังศพทหารเหล่านี้ไว้ที่นั่นเลย

ค่ายเจิ้นสีเป็นสถานที่ที่อันตราย เขาไม่ควรอยู่ที่นี่นานจนเกินไป

พวกเขานำม้าฉิงฟู่ เคลื่อนไปที่ทางทิศตะวันตก

พวกเขาได้เตรียมทิศทางการล่าถอยไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเขาไม่สามารถเดินทางไปยังทางใต้ได้อีก เพราะมันจะเป็นการเปิดเผยตำแหน่งของเมืองซานไห่ และพวกเขาก็ไม่สามารถเดินทางไปทางเหนือได้เช่นกัน มิฉะนั้น พวกเขาจะนำปัญหาไปสู่เมืองมู่หลาน ส่วนทางทิศตะวันออกยิ่งเลวร้าย มันเป็นที่ตั้งของค่ายเจิ้นตงแห่งเผ่าเทียนฉี ดังนั้น ทางเลือกเดียวของพวกเขาก็คือ การมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก

ด้วยม้าจำนวนมาก พวกเขาไม่สามารถหลบซ่อนที่อยู่ของพวกเขาได้ พวกเขาทำได้เพียงใช้ประโยชน์จากความเร็วของม้าฉิงฟู่ เพื่อรีบออกจากทุ่งหญ้า ก่อนที่เผ่าต่างๆจะตระหนักถึงพวกเขา

เนื่องจากทหารม้าแต่ละนายมีม้าฉิงฟู่คนละอย่างน้อย 2 ตัว ควยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน กองกำลังจึงสามารถเดินทางได้มากกว่า 80 กิโลเมตรก่อนจะมืด ความเร็วของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับการเดินทางมาก่อนหน้านี้

วันรุ่งขึ้น เวลา 5.00 น. พวกเขาได้เริ่มเดินทางอีกครั้ง หลังจากที่เดินทางมาทั้งวัน พวกเขาสามารถเดินทางได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร ในวันนี้ สุดท้าย พวกเขาก็ออกจากทุ่งหญ้าที่ครอบครองโดยชนเผ่าเร่ร่อน และเข้าสู่เขตทุรกันดาร

เมื่อถึงตรงนี้ โอหยางโชวก็ผ่อนคลายในที่สุด ในระหว่างการเดินทาง พวกเขาได้พบกับกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ของเผ่าต่างๆ เขาได้สั่งให้ทหารกำจัดพวกเขาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม มันก็ยังคงเปิดเผยตำแหน่งของพวกเขา

หลังจากเดินทางได้ 3 วัน กองกำลังก็เปลี่ยนทิศทางมาทางใต้ ก่อนที่จะถึงตอนค่ำ พวกเขาก็มาถึงต้นน้ำของแม่น้ำมิตรภาพ โดยกองทัพเรือเป่ยไห่ ได้มารอพวกเขาอยู่นานแล้ว

สำหรับเหตุผลที่กองทัพเรือเป่ยไห่สามารถมารอได้ถูกที่ถูกเวลา กุญแจสำคัญก็คือนกเฟิงจากฝ่ายข่าวกรอง เหล่านกน้อยจากเผ่าซวนเหนียวนี้ มีลักษณะที่ดูธรรมดาไม่สำคัญ แต่พวกมันได้ช่วยเมืองซานไห่ไว้มากจริงๆ

ด้วยความช่วยเหลือของกองทัพเรือเป่ยไห่ พวกเขาเคลื่อนกองกำลังทั้งหมดขึ้นมาบนเรือ แล้วเรือก็แล่นสู่แม้น้ำมิตรภาพ ในเวลานี้ พวกเขาได้ปลอดภัยโดยสมบูรณ์แล้ว ยังไม่ปรากฎกองกำลังใดๆที่สามารถคุกคามพวกเขาได้ ในขณะที่พวกเขาเดินทางลงมาทางใต้ของแม่น้ำมิตรภาพ

ไม่ว่าขนาดของค่ายโจรจะใหญ่เพียงใด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารม้าเมืองซานไห่ พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะทำอะไรได้เลย สำหรับดินแดนของลอร์ด มันเป็นดังพรที่โอหยางโชวไม่ได้ยั่วยุพวกเขาและสร้างปัญหาให้กับพวกเขา แล้วพวกเขาจะกล้าเป็นฝ่ายไปยั่วยุโอหยางโชวก่อนได้อย่างไร?

หลังจากข้ามแม่น้ำ กองทัพเรือเป่ยไห่ก็จอดพักในคืนนี้ พรุ่งนี้เช้า เมื่อแสงแรกส่องมา พวกเขาก็จะกลับออกไปตามแม่น้ำ กลับสู่เมืองเป่ยไห่ เร็วๆนี้ เผ่ยตงหลายได้ฝึกอบรมกองกำลังของเขาข้ามไปอีกขึ้นหนึ่ง ในขณะนี้ พวกเขากำลังวางแผนที่จะโจมตีเกาะพระจันทร์

พวกเขาเดินทางต่ออีก 2 วัน ในที่สุด เมื่อวันที 2 เดือนที่ 8 เวลา 17.30 น. พวกเขาก็กลับมาถึงเมืองซานไห่ จากการเดินทางไปจนกระทั่งกลับมา ปฏิบัติการไฟป่า ใช้เวลาทั้งสิ้น 1 สัปดาห์ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินทางไกลเช่นนี้

หลังจากกลับมา ก่อนที่กองพันแนวหน้าจะมีเวลาได้พัก โอหยางโชวก็ได้ส่งพวกเขากลับไปยังค่ายทิศเหนือ โอหยางโชวกังวลเกี่ยวกับค่ายทิศเหนือ เขาไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในทุ่งหญ้าบ้างหลังจากปฏิบัติการไฟป่านี้

เมื่อกองพันแนวหน้าออกไป พวกเขาไม่ได้นำม้าฉิงฟู่ไปด้วย

จากม้าฉิงฟู่ทั้ง 6,000 ตัว 500 ตัว จะถูกส่งมอบให้กรมทหารผสม และอีก 500 ตัว จะถูกส่งมอบให้กับกองพันทหารม้าเมืองฉิวซุ่ย ส่วนที่เหลืออีก 5,000 ตัว จะถูกเก็บไว้เป็นสำรองชั่วคราว โดย 3,000 ตัว จะอยู่ที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์ทางตะวันตกของเมือง ในขณะที่อีก 2,000 ตัว จะถูกส่งไปยังทุ่งหญ้าที่หุบเขาจีเฟิง

โอหยางโชวไม่ได้จัดให้ทหารม้าทุกคนมีม้าฉิงฟู่คนละ 2 ตัว ในแผนปัจจุบันของเขา ม้าฉิงฟู่จะใช้ในแผนที่สมรภูมิเป็นหลัก ในช่วงเวลาสงบสุข พวกเขาจะใช้เพียงม้าธรรมดา

สำหรับม้าแรงงาน 5,000 ตัว เขาส่งมอบพวกมันให้กับฝ่ายขนส่ง รถม้าได้ถูกสร้างขึ้นแล้วในก่อนหน้านี้ แต่พวกมันยังคงไร้ประโยชน์ เพราะขาดม้าแรงงาน หัวหน้าฝ่ายขนส่ง เจิ้งซานเภา ได้มาคุยกับโอหยางโชวเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว

ตอนนี้ โอหยางโชวได้จัดการปัญหานี้ในครั้งเดียว

ขณะที่เมืองขยายตัวออกไป ระยะทางระหว่างคฤหาสน์ของลอร์ดและประตูเมืองด้านทิศเหนือคือ 5 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาในการเดินถึง 1 ชั่วโมง ดังนั้น มันจึงจำเป็นต้องจัดตั้งระบบขนส่งขึ้นในเมือง ด้วยม้าแรงงานเหล่านี้ ฝ่ายขนส่งสามารถใช้พวกมันในการให้บริการพาหนะในเมือง เพื่อเป็นการแก้ปัญญหาได้

หลังจากที่เขากลับมา โอหยางโชวก็ไปที่คลังแสง แล้วนำธนูประกองทั้ง 5,000 คัน ออกมา ส่วนเรื่องการแจกจ่ายธนูเหล่านี้ มันจะเป็นความรับผิดชอบของกรมกิจการทหาร

เมื่อเขากลับไปถึงคฤหาสน์ของลอร์ด เวลาก็ล่วงเลยมาถึง 18.00 น. แล้ว ดังนั้น โอหยางโชวจึงตรงเข้าไปในส่วนหลังของคฤหาสน์ โดยไม่ได้และที่สำนักงานของเขาตามปกติ

“พี่ใหญ่ ท่านกลับมาแล้ว!”

ปิงเอ๋อมีสายตาที่เฉียบคม เธอรีบวิ่งไปหาเขาทันที เพื่อให้เขาอุ้มเธอ

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ โอหยางโชวได้ทิ้งปิงเอ๋อไว้ตามลำพัง เด็กหญิงตัวน้อยคิดถึงเขาเป็นอย่างมาก ทุกๆวัน เธอจะคอยถามว่าพี่ชายของเธอจะกลับมาเมื่อไหร่

หลังจากการสู้รบผ่านไป 1 สัปดาห์ ละอองเลือดที่ติดอยู่ทั่วร่างกายของเขาก็แห้งแล้ว แต่มันก็ยังคงมีกลิ่นติดอยู่ ดังนั้น โอหยางโชวจึงไม่กล้าอุ้มปิงเอ๋อ เขารีบหยุดเธอ แล้วกล่าวว่า “พี่ชายสกปรกมาก ให้พี่อาบน้ำให้สะอาดก่อน แล้วเดียวพี่จะมาทานอาหารค่ำพร้อมกับเจ้า ตกลงนะ”

ปิงเอ๋อมาข้างหน้าเขา แล้วดมกลิ่นเขา แน่นอนว่ามันมีกลิ่นแปลกๆ ดังนั้น เธอจึงกล่าวออกมาว่า “เหม็น เหม็น”

โอหยางโชวยิ้ม แล้วเอื้อมมือไปหยิกแก้มที่ขาวนุ่มของเธอ และได้ทิ้งคราบสกปรกไว้ตรงจุดนั้น ปิงเอ๋อตอบสนองในทันที เธอรีบหันหลังและวิ่งหนีไป

 

แฟนเพจ : TWOแปลไทย