+100%-

TWO Chapter 147 เครื่องยิงหน้าไม้ 3 คันศร

เวลา 15.00 น. ณ ห้องโถงประชุม เมืองซานไห่

โอหยางโชวได้เรียกประชุม โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ฟ่านจงหยาน, เทียนเหวินจิง, ขุ่ยหยิงหยู, เก่อหงเหลียง, ขุนพลซี, นายพันแห่งกองพันทหารม้า หลินยี่, ผู้บัญชาการกองทัพเรือเป่ยไห่ เผ่ยตงหลาย, นายพันแห่งกองพันทหารป้องกันเมืองซานไห่ เจ้าซีฮู และเสมียน ไป๋หนานผู จะเป็นผู้รับผิดชอบการจดบันทึกการประชุม

ก่อนที่จะเริ่มการประชุม โอหยางโชวได้ให้ไป๋หนานผู แจ้งให้คนในที่ประชุมทราบถึงวาระของการประชุมครั้งนี้ นั่นคือ พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีของผู้บุกรุกในวันที่ 20 เดือน 5 โดยพวกเขาต้องทำให้มั่นใจว่า เมืองซานไห่จะสามารถอักเกรดได้อย่างราบรื่น

ก่อนที่จะหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์เฉพาะ โอหยางโชวได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของเมืองซานไห่ก่อน

หลังจากปฏิบัติการรุ่งอรุณ เผ่าชนเร่ร่อนยังไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเมิ่งเค่อจากเผ่าเทียนฉี หรือต้าเรี่ยชิจากเผ่าเทียนเฟิง พวกเขาต่างก็มีประสบการณ์ทางการเมือง ก่อนที่พวกเขาจะตรวจสอบได้อย่างชัดเจน พวกเขาจะไม่เคลื่อนไหวใดๆ

อีกด้านหนึ่งที่เมืองเป่ยไห่ เมื่อกองพันทหารเรือที่ 2 ถูกจัดตั้งขึ้น กองพันทหารเรือทั้ง 2 ก็เริ่มฝึกอบรมร่วมกัน ในฐานะกองทัพเรือเป่ยไห่

เผ่ยตงหลายมีบทบาทสำคัญในกองทัพเรือเป่ยไห่ เขาเป็นผู้บัญชาการของกองทัพเรือเป่ยไห่ โดยมีจางโจวเฟิงเป็นนายพันแห่งกองพันทหารเรือที่ 1 ,จางโหยวฟาง เป็นนายพันแห่งกองพันทหารเรือที่ 2 และจางหลี่ไห่ เป็นนายกองแห่งกองร้อยทหารเรือที่ 3 และยังเป็นผู้ช่วยของเขาด้วย

ตามแผนของโอหยางโชว กองทัพเรือในอนาคตจะมีองค์กรทางทหาร โดยกองพันทั้ง 2 ในตอนนี้ เป็นเพียง 20% ขององค์กรทั้งหมด

สำหรับกลุ่มโจรสลัดฉลามดำจากเกาะพระจันทร์ นับตั้งแต่ที่พวกเขาได้เผชิญหน้ากันครั้งก่อน พวกเขาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ โอหยางโชวคาดว่า ก่อนที่พวกเขาจะรู้ถึงความแข็งแกร่งของเมืองเป่ยไห่ พวกเขายังคงไม่กล้าที่จะโจมตี

เผ่ยตงหลายเองก็ไม่ได้รอเป็นฝ่ายป้องกันเพียงอย่างเดียว เขาได้ปฏิบัติการสืบค้น เพื่อยืนยันตำแหน่งของเกาะพระจันทร์ เขาได้ใชเรือรบเมิ่งชงในการปฏิบัติการ และสุดท้าย เขาก็ได้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับกลุ่มโจรสลัดฉลามดำ

เมื่อความกดดันจากภัยคุกคามภายนอกลดลงชั่วคราว โอหยางโชวก็มีความมั่นใจมากขึ้น ในการเผชิญหน้ากับการโจมตีของผู้บุกรุกที่กำลังจะมาถึง

เหตุผลที่โอหยางโชวมีความมั่นใจว่าจะสามารถป้องกันได้ ก็เพราะว่าเขามีไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา นั่นคือ เครื่องยิงหน้าไม้ ที่สร้างโดยฝ่ายธนูและหน้าไม้ ที่ทำตามคู่มือการสร้างธนูและหน้าไม้ของราชวงศ์ซ่ง

เครื่องยิงหน้าไม้ของเป่ยซ่ง ได้รับการพัฒนาจนกระทั่ง มันสามารถใส่ธนูประกอบ 3 อัน ซ้อนกันในโครงสร้างได้ มันถูกเรียกว่า ‘เครื่องยิงหน้าไม้ 3 คนศร’ โดยลูกศรของมันถูกเรียกว่า ‘ลูกศร 1 ดาบ 3 ใบมีด’ ทำจากโลหะและขนนก โดยลูกศรนี้มีขนาดเท่ากับหอก และมีขนบอกเป็นใบมีด ยิงไกลได้ถึง 1,500 เมตร เป็นอาวุธที่ยิงไกลที่สุดในยุคอาวุธเย็น

นอกเหนือจากการยิงลูกศรยักษ์ได้ครั้งละ 1 ลูกศรแล้ว เครื่องยิงหน้าไม้นี้ ยังสามารถยิงลูกศรขนาดเล็กได้ครั้งละหลายสิบลูกศร ในขณะที่โจมตีเมือง มันยังสามารถยิงลูกศรยักษ์ทำเป็นบันได เพื่อให้ทหารโจมตีเมืองได้สะดวกขึ้นได้อีกด้วย ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า เครื่องยิงหน้าไม้นี้ เป็นอาวุธที่ดีที่สุดทั้งสำหรับการโจมตีและการป้องกัน มันเป็นจุดสูงสุดของเทคโนโลยีธนูและหน้าไม้ของราชวงศ์ซ่ง

อาวุธแห่งการสังหารนี้ ถูกสร้างขึ้นอย่างยากลำบากมาก นับตั้งแต่ฝ่ายธนูและหน้าไม้ถูกจัดตั้งขึ้นได้ 1 เดือนครึ่ง พวกเขาสามารถสร้างเครื่องยิงหน้าไม้ 3 คันศรได้เพียง 2 เครื่องเท่านั้น และยังมีเครื่องยิงหน้าไม้ทั่วไปอีก 4 เครื่อง

การเล็งและการยิงของพวกมัน จะต้องถูกควบคุมโดยมืออาชีพ ต้องใช้แรงอย่างมากในการรั้งสายแต่ละครั้ง ทหารที่จะใช้เครื่องยิงหน้าไม้จึงต้องเป็นทหารเฉพาะ รู้จักกันในนาม ‘ทหารบังคับเครื่องยิงหน้าไม้’

นับตั้งแต่ก่อตั้งฝ่ายธนูและหน้าไม้ กรมกิจการทหารก็ได้คัดเลือกและฝึกอบรมทหารบังคับเครื่องยิงหน้าไม้ รวม 500 นาย โดยทั้ง 500 นายนี้ จะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บังคับเครื่องยิงหน้าไม้ 3 คันศรทั้ง 2 เครื่อง และเครื่องยิงหน้าไม้ทั่วไปทั่วไป 4 เครื่อง

โอหยางโชวได้ตั้งชื่อกองกำลังนี้ว่า ‘กองพันเครื่องกลพระเจ้า’ กองพันเครื่องกลพระเจ้าเป็นกองกำลังพิเศษในสมัยราชวงศ์หมิง รับผิดชอบการใช้อาวุธปืนใหญ่ หน้าไม้ 3 คันศรก็มีขนาดใหญ่เหมือนกับปืนใหญ่ สามารถมองเห็นความหวังที่เขามีต่อกองพันนี้ได้อย่างชัดเจน

นายพันแห่งกองพันเครื่องกลพระเจ้า ที่กรมกิจการทหารคัดเลือกมา ชื่อว่า ‘หวังหยวนเฟิง’ อายุ 26 ปี เขาเป็นนายทหารขั้นต้น แม้ว่าความสามารถในการต่อสู้ของเขาจะไม่สูง หรืออาจจะด้วยกว่าทหารขั้น 7 ด้วยซ้ำ แต่ความสามารถในการใช้หน้าไม้ของเขา คงไม่สามารถหาใครในซานไห่เทียบได้ เขายังรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับโครงสร้างของเครื่องยิงหน้าไม้นี้เป็นอย่างดี ด้วยความแม่นยำของเขา เขาจึงเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ

ชื่อ : หวังหยวนเฟิง(ระดับเงิน)

อัตลักษณ์ : นายพันแห่งกองพันทหารเครื่องกลพระเจ้า แห่งเมืองซานไห่

อาชีพ : นายทหารขั้นต้น

ความจงรักภักดี : 85

ความเป็นผู้นำ : 40

กำลัง : 25

สติปัญญา : 20

การเมือง : 25

ลักษณะพิเศษ : แม่นยำ(ความแม่นยำในการใช้เครื่องกลเพิ่มขึ้น 50%)

ฝึกฝน : ไม่มี

อุปกรณ์ : ดาบถัง, เกราะหนัง

การประเมิน : เก่งในด้านการใช้อาวุธกลต่างๆ โดยเฉพาะหน้าไม้และอาวุธกลขนาดใหญ่

ถ้าพึ่งเพียงแต่เครื่องยิงหน้าไม้ และกองพันเครื่องกลพระเจ้า มันยังคงไม่เพียงพอที่จะหยุดการโจมตีเมืองของผู้บุกรุกได้

จากการเปิดเผยข้อมูลในชีวิตที่แล้วของเขา ผู้บุกรุกจะมีประมาณ 6,000 คน ประเภทของพวกเขาขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม อาจมีได้ทั้ง ผู้บุกรุกทั่วไป, โจรทั่วไป, โจรภูเขา, โจรสลัด ทุกอย่างเป็นไปได้ ด้วยสภาพแวดล้อมรอบๆเมืองซานไห่ อาจมีทั้งผู้บุกรุกทั่วไปและโจรสลัด

ในดินแดน นับกองพันทหารเครื่องกลพระเจ้า และกองพันทหารรักษาการณ์เหมืองแร่หลางซานแล้ว พวกเขามีทหารรวมเพียง 5,000 นายเท่านั้น และเขายังไม่สามารถเคลื่อนย้ายกองพันทหารรักษาการณ์เหมืองหลางซานได้ เนื่องจากพวกเขาต้องค่อยป้องกันการโจมตีจากคนเถื่อนภูเขาเผ่าอื่นๆ นอกจากนี้ เขายังไม่สามารถเคลื่อนย้ายกองทัพเรือออกจากเมืองเป่ยไห่ได้ทั้งหมด ถ้าไม่อย่างนั้น เรือราดตระเวณของกลุ่มโจรสลัดฉลามดำ อาจจะตรวจพบความผิดปกติได้ และพวกเขาก็อาจจะโจมตีเมืองเป่ยไห่

ที่เมือมิตรภาพ กองพันทหารม้าจะถูกย้ายกลับมาเมืองหลักชั่วคราว แต่หน่วสยป้องกันเมืองจะยังคงประจำการอยู่เช่นเดิม โอหยางโชวไม่เชื่อว่าเขาจะลวงจิ้งจอกเฒ่าอย่างต้าเรี่ยชิได้ หลังจากการย้ายกองพันทหารม้า ต้าเรี่ยชิจะต้องส่งคนมาตรวจสอบอย่างแน่นอน และถ้าเขาพบว่าเมืองไม่มีกองกำลังป้องกัน เขาจะไม่ยอมพลาดโอกาสแน่

ส่วนกองพันป้องกันเมืองฉิวซุ่ย อาจจะถูกย้ายมาที่เมืองหลัก เพื่อเข้าร่วมการป้องกัน  เขาไม่พบการคุกคามใดๆจากทางตะวันออก เขาจึงสามารถผ่อนคลายได้ เพราะมันจะเกิดขึ้นเพียงวันเดียวเท่านั้น ในส่วนของชนเผ่าคนเถื่อนภูเขา นับตั้งแต่เผ่าจีเฟิงถูกทำลาย สันติสุขก็กลับคืนมาอีกครั้ง และไม่มีสถานการณ์ผิดปกติใดๆเกิดขึ้น

นับกองกำลังทั้งหมดแล้ว ไม่นับกองพันทหารเครื่องกลพระเจ้า มีกำลังทหารเพียง 3000 นาย เท่านั้น ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้บุกรุก นอกจากนี้ ยังมีทหารบางส่วนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ เพื่อทดแทนทหาร 300 คน ที่ตายในสงครามโจวหลู่

การรบในสงครามโจวหลู่ ทำให้เมืองซานไห่สูญเสียทหารม้า 100 นาย, ทหารโล่ดาบ 150 นาย และทหารธนู 50 นาย มันง่ายที่จะแก้ปัญหาของทหารม้า พวกเขาสามารถเปลี่ยนขั้นจากทหารสำรองได้โดยตรง

สำหรับทหารโล่ดาบและทหารธนู มันเป็นเรื่องยากเล็กน้อย เพราะพวกเขาต้องคัดเลือกทหารมาจากเผ่าคนเถื่อนภูเขา ในการใช้ธนู ต้องใช้ผู้ที่มีพื้นฐาน ดังนั้น พวกเขาจึงต้องเลือกจากนักรบที่มีความสามารถอีกที

โอหยางโชวทำตามคำแนะนำของเก่อหงเหลียง ในการย้ายทหารรักษาการณ์เหมืองแร่หลางซานโดยตรง 200 นาย มาเสริมกำลังแทนทหารที่ตายไปในทันที จากนั้น เขาก็ย้ายนักรบ 200 คน จากชนเผ่าคนเถื่อนภูเขา ไปยังกองพันรักษาการณ์เหมืองแร่หลางซาน ซึ่งมันทำให้เขามั่นใจในการป้องกันมากขึ้น และเขาก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับกองพันทหารรักษาการณ์เหมืองแร่หลางซานอีกด้วย

สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือ การทัพเรือเป่ยไห่นนั้น เป็นกองกำลังสำหรับต่อสู่ทางน้ำ, ทหารม้าไม่เหมาะที่จะป้องกันเมือง และทำหน้าที่ได้เพียง เป็นกองกำลังสำรอง ที่คอยเคลื่อนที่ไปสนับสนุนเท่านั้น ดังนั้น กองกำลังที่มีส่วนร่วมในการป้องกันเมืองจริงๆ ก็มีเพียง กองพันทหารราบ 2 กอง และกองพันป้องกันเมือง 2 กอง ซึ่งรวมเป็น 2,000 นาย เท่านั้น

ในหมู่ทหารทั้ง 2,000 นายนี้ มีทหารธนูและหน้าไม้เพียง 700 นาย พวกเขาเสียเปรียบอย่างชัดเจน

ด้วยกองกำลังที่เมืองซานไห่มีในตอนนี้ การจัดกองกำลังเป็นสิ่งที่ยากมาก มันสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การอักเกรดเป็นเมืองขนาดกลางระดับ 1 นั้นยากเพียงใด ในชีวิตที่แล้วของเขา ลอร์ดจำนวนมากไม่กล้ายื่นคำร้อง แม้ว่าพวกเขาจะต้องการก็ตาม พวกเขารอเป็นเวลานาน จนเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีแล้วจริงๆ จึงค่อยยื่นคำร้อง

ภายใต้สถานการณ์ดชเช่นนี้ การขยายกองทัพคงเป็นไปไม่ได้

ตอนนี้ อักตราส่วนบุคลากรทางทหารต่อผู้อยู่อาศัย มีสูงกว่า 10% และเกือบจะถึง 20% แล้ว หากยังขยายทหารเพิ่มอีก มันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเงินของดินแดน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การรับสมัครสมาชิกที่เข้มแข็ง และกระตือรือร้น มันจะเป็นการบีบกำลังแรงงานของดินแดน และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆที่กำลังเติบโต

ดังนั้น เมื่อเจ้ากรมกิจการทหาร เก่อหงเหลียง ได้เสนอให้ที่จะขยายกองทัพ ฟ่านจงหยานและขุ่ยหยิงหยูก็รีบปฏิเสธข้อเสนอนี้ในทันที

โอหยางโชวก็ปฏิเสธข้อเสนอแนะนี้

เหตุผลประการแรก จำนวนนายทหารมีน้อยเกินไป ถ้าพวกเขาขยายกองทัพเพิ่ม มันอาจทำให้มาตรฐานลดลง โอหยางโชวไม่สามารถยอมรับทหารที่ล้มเหลวได้

ประการที่สอง แม้ว่าพวกเขาจะขยายกองทัพเพิ่ม ทหารใหม่ก็เป็นเพียงมือใหม่และไม่มีประสบการณ์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการสู้รบที่ดุเดือด เช่นการป้องกันเมือง มันยากที่จะบอกได้ว่า พวกเขาจะแสดงผลออกมาแบบไหน

 

แฟนเพจ : TWOแปลไทย