+100%-

‘ลุงใหญ่!’

มู่เฟิงส่ายหัวเขามองหยุนไห่แล้วกล่าวว่า’ลุงหยุนที่ลุงกล่าวมาก็ไม่ผิดตอนนี้ข้าสูญสิ้นทุกอย่างไม่ต่างอะไรกับคนพิการแต่ชีวิตของคนเรามีช่วงเวลาขาขึ้นขาลงข้าไม่เชื่อว่าตัวข้ามู่เฟิงจักต้องย่ำแย่เช่นนี้ไปตลอดข้าไม่สาบานหรือพูดจาสวยหรูให้มากมายแต่ข้าเป็นบุรุษแห่งตระกูลมู่จะขอพิสูจน์ด้วยการกระทำและผลงานที่เกิดขึ้นจริงบุรุษมีความทะเยอทะยานบุรุษมีเลือดเนื้อและความใฝ่ฝัน! ”

มู่เฟิงมองหยุนไห่ดวงตาของเขาไม่มีร่องรอยของความสิ้นหวังแต่เต็มไปด้วยศรัทธามั่นคง

เขามู่เฟิงเป็นทหารตั้งแต่เล็กจนโตเคยนอนหลับในกองศพขณะที่เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังหลับอย่างสะดวกสบายในอ้อมอกพ่อแม่แต่เขายกดาบขึ้นมาสังหารคนเเล้วเขาจึงไม่มีทางพ่ายแพ้ง่ายดาย!เช่นนี้

พ่อของเขาเคยบอกว่านักรบที่แท้จริงต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับชีวิตที่ตกต่ำที่สุดและมีเลือดไหลอาบมากที่สุด

หยุนไห่มองชายหนุ่มตรงหน้าเขามีความรู้สึกชื่นชมและต้องทอดถอนใจในบรรดาชายหนุ่มของเมืองเขาชื่นชมมู่เฟิงมากที่สุดเขาเกิดในตระกูลใหญ่แต่กลับไม่ถูกโอ๋เอ๋อย่างไข่ในหินคุณสมบัติดีงามแห่งตระกูลมู่สื่อออกมาจากชายหนุ่มผู้นี้

แต่ความชื่นชมก็เป็นเพียงความชื่นชมเขาต้องเผชิญกับความเป็นจริงเด็กคนนี้พิการเสียแล้วตอนนี้ไร้อนาคตต่อเส้นทางนักรบ

‘ท่านต้องการถอนหมั้นข้าขอตกลงเพราะข้ารักหว่านเอ๋อแต่ท่านต้องสัญญากับข้าสิ่งหนึ่ง’

มู่เฟิงได้ตอบตกลงเรื่องการถอนหมั้น! การตัดสินใจนี้ทำให้มู่เฉินและหยุนไห่เผยความประหลาดใจบนใบหน้า

แต่ไม่มีใครรู้ได้ว่าในตอนที่เขากล่าวคำพูดนี้หัวใจของเขากำลังแตกสลายหยดเลือดไหล!

‘พูดมาข้าจะสัญญาหากเป็นสิ่งที่ข้าสามารถทำมันได้’

หยุนไห่ถอนหายใจ

‘ข้าจักยอมถอนหมั้นแต่ขออย่าให้หว่านเอ๋อแต่งงานกับซ่างกวานเชียนจื้อท่านน่าจะประจักษ์ในตัวช่างกวานเขียนจื้อดีเขาสร้างความช้ำชอกแก่สตรีไม่รู้สักเท่าไรหากหว่านเอ๋อแต่งงานกับเขาท่านคิดว่านางจะมีชีวิตเช่นไรหากท่านยอมยกหว่านเอ๋อให้ซ่างกวานเชียนจื้อแล้วนางต้องช้ำชอกเช่นนั้นข้ามู่เฟิงจักขอสังหารซ่างกวานเชียนจื้อชีวิตนี้ข้าและตระกูลหยุน…!”

” ไม่ตายจักไม่ลดละ”

ประโยคสุดท้ายมู่เฟิงพูดหนึ่งคำหยุดหนึ่งคำคนที่อยู่ที่นี่แค่ได้ยินใจก็หายวาบเพราะเป็นประโยคที่แฝงความเด็ดเดี่ยวอย่างมหาศาล

เป็นเพียงชายหนุ่มอายุสิบกว่าปีที่จุดชีพจรหยวนแตกซ่านแต่คำพูดคำจากลับทำให้บรรดาผู้อาวุโสตึงเครียด

หยุนไห่หรี่ตามองมู่เฟิงอย่างพิจารณาในที่สุดก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “ได้ข้าให้สัญญาแต่ข้าสามารถเลื่อนการแต่งงานของตระกูลซ่างกวานได้เพียงสองปีเท่านั้นภายในสองปีนี้เจ้าห้ามไปมาหาสู่หว่านเอ๋อให้นางลืมสิ้นความรู้สึกที่มีต่อเจ้า! ”

แม้นจะพูดว่าได้รับแรงกดดันจากตระกูลซ่างกวานจนต้องถอนหมั้นแต่ตระกูลหยุนก็เป็นตระกูลนักรบมีชื่อเสียงตระกูลซ่างกวานคงไม่กล้าฉีกหน้าตระกูลหยุน

เหตุผลที่แท้จริงคือตระกูลมู่กำลังตกสู่ความโกลาหลทางการเมืองเขาไม่ต้องการให้ลูกสาวของตัวเองติดร่างแหไปด้วย

ดูเหมือนมู่เฟิงจะรู้ชัดเจนถึงเหตุผลข้อนี้แม้นในใจราวกับโดนมีดกรีดเฉือนแต่เขายอมตกลงการถอนหมั้น

เพราะสำหรับนางมีเพียงสามคำเท่านั้นคือข้ารักเจ้า! เขาใส่ใจนางอย่างยิ่งและจะไม่ยอมให้นางต้องทนทุกข์ทรมาน

เขาเคยถามบิดาว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าความรับผิดชอบ?

พ่อของเขาครุ่นคิดเอามือตบมือไหล่ของเขาพร้อมตอบว่านี่เป็นความรับผิดชอบถ้าเจ้าเลือกได้ก็ควรเลือกถ้าเลือกแล้วต้องรับผิดชอบ

‘สองปี…’

มู่เฟิงกำหมัดแน่นแล้วพยักหน้าตอบตกลงหยุนไห่ลุกขึ้นยืนยกมือคำนับกล่าว “ถ้าเช่นนั้นสหายมู่ข้าขอตัวกลับก่อน ”

“หึไม่ขอส่ง”

มู่เฉินสบถหึแล้วโบกแขนเสื้อ

หยุนไห้ไม่ถือโทษโกรธเคืองแต่เดินออกไปทันทีแต่เขาหยุดชะงักเล็กน้อยเมื่อเดินผ่านมู่เฟิงพร้อมพูดว่า ‘เป็นบุรุษจักไขว่คว้าความแข็งแกร่ง”

มู่เฟิงโค้งคำนับ “แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยอ่อนแอ”

หยุนไห่ไม่พูดอะไรแต่ย่างกรายออกจากห้องโถง

มู่เฟิงจ้องมองด้านหลังของหยุนไห่ที่กำลังเดินจากไปเขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อกัดริมฝีปาก

‘หว่านเอ๋อข้าขอโทษ… ‘

โลกมนุษย์วุ่นวายเหมือนต่อสู้ในสนามรบตัวเองที่อยู่ท่ามกลางมรสุมต้องทนทุกข์ทรมานทั้งทางจิตใจและร่างกายโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหากไร้ซึ่งพลังจำต้องแยกทางกับคนรักอย่างโศกศัลย์

‘เฟิงเอ๋อ… ‘

มู่เฉินมองมู่เฟิงอย่างกังวล

‘ลุงใหญ่ข้าไม่เป็นไร’

มู่เฟิงส่ายศีรษะหันไปคำนับมู่เฉินแล้วเดินออกจากห้องแผ่นหลังของเขาดูหงอยเหงาและเศร้าโศกาดังสายลมฤดูใบไม้ผลิในเดือนสิบ

“ฮ่าฮ่า, 20,000เหรียญทอง!ตระกูลมู่ของเราคลี่คลายวิกฤตแล้ว”

ส่วนคนอื่นๆสายตาพุ่งเป้าไปที่เหรียญทอง20,000เหรียญ!

มู่เฉินกวาดสายตามองแล้วพูดอย่างเย้ยหยันว่า”พวกท่านรับเงินจำนวนนี้มาอย่างหน้าระรื่นเช่นนี้เชียว? รู้ไว้เสียว่าเงินจำนวนนี้คือเลือดในใจของเฟิงเอ๋อน้องชายของข้าสละชีวิตเพื่อปกป้องอาณาจักรแต่คนในตระกูลมีคนอย่างพวกเจ้าแล้วอาณาจักรนี้จะมีไปเพื่ออะไรกลุ่มคนมากมายหาได้สู้ชายหนุ่มคนหนึ่งไม่น่าขายขี้หน้า!

เสียงตะคอกของมู่เฉินดังลั่นใบหน้าของทุกคนเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อพูดอะไรไม่ออกมู่เฉินสะบัดแขนเสื้อให้ทุกคนออกไป

แต่มู่เย่ยังจ้องมองด้านหลังของมู่เฉินในดวงตาราวกับกำลังครุ่นคิดแต่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

มู่เฟิงกลับไปยังสถานที่ที่ตัวเองพักอาศัยสวนนี้ได้รับการตกแต่งรอบๆอย่างสวยงามมู่เฟิงจ้องมองต้นไม้ที่ออกดอกสีทองประกายม่วงบนต้นไม้แกะสลักอักษรสองบรรทัด

ลมพัดไปทิศทางใดใบไม้จักลอยโชยตาม

ตุบ!

มู่เฟิงใช้กำปั้นต่อยต้นไม้อย่างหนักจนเลือดโชกต้นไม้กำปั้นของเขาแตกจนมีเลือดสดๆไหลอาบ

‘หว่านเอ๋อ… ‘

ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดให้พลัดพรากจากคนรักเขาที่รักนางมากมายจะต้องทุกทรมานมหาศาลเพียงใด

‘อ๊า …’

เขาเงยหน้าขึ้นฟ้าแผดเสียงครวญครางดวงตาของเขากลายเป็นสีเลือดแดงเขานั่งขัดสมาติบนพื้นสองมือวางลงบนเข่าจิตใจเริ่มทำสมาธิ

‘สองปี!สองปี! ข้าไม่เชื่อข้ามู่เฟิงไม่เชื่อว่าข้าจะกลายเป็นคนพิการตลอดกาล’

มู่เฟิงเริ่มฝึกฝนทักษะของตระกูลอย่างบ้าคลั่งเคล็ดวิชาคำสัตย์ฝักราก

เคล็ดวิชาคำสัตย์ฝักรากเป็นมนตราของที่ตระกูลมุ่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุและเป็นมนตราระดับตั้งต้นขั้นสูง

มนตรามีห้าระดับคือนภาพิภพลึกลับตั้งต้นและสามัญ

ระดับนภาเป็นระดับสูงสุดในขณะที่ระดับสามัญอยู่ในระดับต่ำสุดแต่ละระดับมีสามขั้นคือสูงกลางต่ำ

เคล็ดวิชาคำสัตย์ฝักรากคือระดับตั้งต้นขั้นสูงในโลกภายนอกนี่ถือเป็นเคล็ดวิชาที่ต่อให้มีทองเป็นหมื่นก็ยากจะหาซื้อ

ปราณวิญญาณแห่งจักรวาลซึ่งเป็นเส้นประสีขาวหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของมู่เฟิงเมื่อเข้าไปในจุดชีพจรหยวนที่แตกซ่านความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสก็กระจายไปทั่วร่างกายของเขา

มู่เฟิงเจ็บปวดมากจนใบหน้าซีดขาวเหงื่อไหลท่วมแต่เขากัดฟันฝืนทนเอาไว้และดูดซัพปราณวิญญาณอย่างต่อเนื่องปราณวิญญาณที่หลั่งไหลเข้าไปในจุดชีพจรหยวนที่แตกซ่านไม่ได้ถูกกลั่นเป็นปราณหยวนแต่กลับหายไปในจุดชีพจรหยวน

ราวกับเป็นกาน้ำแต่กาน้ำแตกจะกักเก็บน้ำได้อย่างไร

พรวด….. !

พลังย้อนแย้งกลับมู่เฟิงกระอักเลือด

‘ข้าไม่เชื่อข้าไม่เชื่อลองอีกครั้งลองอีกครั้ง… ‘

มู่เฟิงคร่ำครวญในใจเขาเริ่มฝึกเคล็ดวิชาอีกครั้งแต่ผลก็เหมือนกันคือโดนพลังสะท้อนกลับจนกระอักเลือด

เขากระอักเลือดหลายครั้งเดิมทีร่างกายของมู่เฟิงก็อ่อนแออยู่แล้วในที่สุดเขาก็ล้มพับสลบไสล

ในตอนนี้เองหัวใจของเขาซึ่งมีจี้หยกฝังลึกอยู่ด้านในพลันจี้หยกปล่อยพลังงานสีเลือดออกมากระจายไปในจุดชีพจรที่แตกซ่านของมู่เฟิง

จุดชีพจรหยวนลำดับที่หนึ่งของเขาได้รับพลังงานนี้จนฟื้นฟูแต่ชีพจรหยวนที่ฟื้นฟูแล้วไม่เป็นสีขาวตามปกติแต่เป็นสีเลือดแดงเหมือนเส้นเลือดก็ไม่ปานจุดชีพจรหยวนลำดับที่หนึ่งซึ่งฟื้นฟูแล้วขยายใหญ่ขึ้นและมีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าจุดชีพจรหยวนทั่วไปถึงสิบเท่า

ทันใดนั้นมีเสียงดังคำรามครั้งหนึ่งดังขึ้นในหัวของมู่เฟิงที่กำลังหลับใหลมีข้อความส่งผ่านไปในหัวของมู่เฟิง

“ถูกทำลายจักสร้างใหม่โลหิตกลั่นหมื่นวิญญาณอาชูร่าจงตื่นขึ้นมา”

…………………………………………………………………………………