+100%-

 

 

 

 

แผ่นดินอันกว้างใหญ่ของทวีปเป่ยอู่มีอาณาจักรมากมาย กลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายที่ต่อสู้เพื่อขยายดินแดน

 

เมืองหลวงของราชอาณาจักรหนานหลิง เป็นเมืองใหญ่มีประชากรนับสิบล้านมีคนหลากหลายประเภทคนดีและคนเลวปะปนกันไป

 

ตระกูลมู่เป็นทหารมาชั่วอายุคน เป็นตระกูลนักรบ มีตำแหน่งสูงในกองทัพแห่งอาณาจักรหนานหลิง พวกเขาเป็นชนชั้นสูง แต่ไม่ได้เหนือคนทั้งปวง

 

ภายใต้ท้องฟ้ายกเว้นราชาภายในกองทัพยกเว้นแม่ทัพแน่นอนว่าในเมืองหลวงนี้ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดคือราชวงศ์

 

ห้องพักที่ตกแต่งอย่างดีภายในเรือนตระกูลมู่มีแสงอาทิตย์สะท้อนผ่านทางหน้าต่างสาดส่องบนใบหน้าที่หล่อเหลาของชายหนุ่มคนหนึ่ง

 

เขานอนหลับลึกเหมือนทารกแรกเกิดลมหายใจสม่ำเสมอส่วนบนของร่างกายที่เปลือยเปล่าพันห่อไปด้วยผ้าพันแผลสีขาว

 

ไม่มีใครรู้ว่าชายหนุ่มอายุ 15 ปีผ่านประสบการณ์การสู้รบมามากมายแค่ไหนหลงเหลือเพียงรอยแผลเป็นไขว้กากบาทบนกล้ามเนื้อของเขาและมีรอยสักยูนิคอร์นสีเลือดบนไหล่

 

ท่านหมอผู้มีผมสีขาวเพิ่งเสร็จสิ้นการตรวจเช็คร่างกายของชายหนุ่มคนนี้เขาลุกขึ้นยืนและพูดกับชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆเขาว่า “ผู้เฒ่ามู่อาการบาดเจ็บของคุณชายสามไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเพียงแค่ต้องพักผ่อนมากขึ้นเท่านั้นแต่ …… ”

 

ชายวัยกลางคนผู้นี้ดุจพยัคฆ์ดั่งราชสีห์สวมเสื้อคลุมผ้าไหมสีดำมีรังสีแห่งความอาจหาญและแกร่งกล้าสุขุมนุ่มลึกเปี่ยมพลังอำนาจ

 

มู่เฉินเขาคือผู้นำตระกูลมู่และเป็นลุงใหญ่ของมู่เฟิง

 

“แต่อะไร? หมอหลิวโปรดพูดออกมาอย่าได้เกรงใจ ”

 

มู่เฉินเห็นหมอหลิวทำท่าอึกอึกอักอักไม่ยอมพูดออกมาเขาขมวดคิ้วแล้วไถ่ถาม

 

“แต่จุดชีพจรหยวนของนายน้อยเฟิงถูกทำลายจนหมดสิ้นไปแล้วเกรงว่าไม่อาจรักษาได้เส้นทางนักรบของนายน้อยคงหมดหวังเสียแล้ว”

 

“อะไรนะเป็นไปได้อย่างไร?”

 

“เฟิงเอ๋อ…… ”

 

เมื่อคนตระกูลที่อยู่ในห้องได้ยินเข่นนั้นต่างก็ตกใจจนหน้าถอดสี

 

“เฟิง”

 

เด็กสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง แต่งตัวกระโปรงสีขาวดวงตาเป็นประกายดั่งน้ำในฤดูใบไม้ผลิเมื่อได้ยินหมอกล่าวออกมาเช่นนี้น้ำตาก็ไหลเอ่อออกมามือคู่งามของนางสัมผัสใบหน้าของชายหนุ่มในใจรู้สึกกังวลมาก

 

หยุนชิงหว่านเป็นคู่หมั้นคู่หมายของมู่เฟิงนางยังเป็นบุตรสาวของตระกูลหยุนซึ่งเป็นชนชั้นสูงที่เก่งกาจการสู้รบ

 

“หมอหลิวท่านกล่าววาจามดเท็จ! พี่เฟิงของข้าพี่เฟิงของข้าเหตุใดจุดชีพจรหยวนถึงได้แตกซ่านจนสิ้นหมดหวังในเส้นทางนักรบอะไรกันท่านพูดจาไร้สาระพี่เฟิงของข้าคือคนที่มีพรสวรรค์ที่สุดในตระกูล ”

 

ชายหนุ่มชุดดำคนหนึ่งซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับมู่เฟิงนิสัยใจร้อนผมสั้นชี้แหลมคว้าข้อแขนของหมอหลิวด้วยอารมณ์โกรธมาก

 

ไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธในเส้นทางนักรบนี้ก้หมายถึงไร้ซึ่งอนาคตโดยสิ้นเชิงไม่ต่างอะไรกับคนพิการ

 

“มู่ขวางถอยออกมาอย่าเสียมารยาท”

 

มู่เฉินตะคอกเมื่อมู่ขวางได้ยินได้แต่กำหมัดแน่นแล้วถอยออกมาสายตามองชายหนุ่มที่อยู่บนเตียงกัดริมฝีปาก

 

“พี่เฟิง”

 

“หมอหลิวมีวิธีสามารถรักษาได้หรือไม่? ตระกูลมู่ของข้ายินดีจ่ายเงินทุกอย่างที่เรามี ”

 

น้ำเสียงของมู่เฉินสั่นเครือเล็กน้อย

 

“มีอยู่ยกเว้นว่าจะมียาตันวิญญาณระดับหกหรือให้หมอยาใช้วรยุทธระดับสูงทุ่มเวลามาคอยเยียวยารักษาจึงจะมีความหวังว่าชีพจรจรหยวนจะฟื้นตัวเองแต่ท่านก็น่าจะรู้ว่ายาตันวิญญาณระดับหกหาได้ยากแม้จะค้นหาทุกซอกทุกมุมของอาณาจักรนี้ ”

 

หมอหลิวถอนหายใจ

 

เมื่อได้ยินคำพูดของหมอหลิวทุกคนต่างก็เผยใบหน้าสิ้นหวังยาตันวิญญาณระดับหกนะเหรอเกรงว่าทั่วทั้งอาณาจักรมีไม่เกินสองเม็ด

 

“เอาละข้ารู้แล้วท่านกลับไปได้เเล้ว”

 

มู่เฉินดูคล้ายกับจะแก่หง่อมลงหลายปียกมือโบกเมื่อหมอหลิวออกไปแล้วเขาก็บอกคนอื่นๆในห้องให้แยกย้ายออกไปเหลือเพียงตัวเขาเองและยุนชิงหว่านในห้อง

 

“ชิงหว่านถ้าเหนื่อยนักก็ไปพักผ่อนเสีย”

 

“ไม่ลุงมู่ข้าอยากอยู่ที่นี่กับเฟิงท่านลุงไปพักผ่อนเถิด”

 

หยุนชิงหว่านส่ายหัวมู่เฉินได้แต่ถอนหายใจแล้วออกจากห้อง

 

หญิงสาวใช้ผ้าเช็ดตัวเช็ดใบหน้าของชายหนุ่มเบาๆมุมปากของนางเผยรอยยิ้มภูมิใจ

 

“เฟิงข้ารู้ว่าเจ้าจะตื่นขึ้นมาเจ้าบอกข้าว่าเจ้าจะสยบใต้หล้าเพื่อข้าไม่มีอะไรที่สามารถเอาชนะเจ้าได้เฟิงไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้า ”

 

นางเอนกายบนหน้าอกของชายหนุ่มแต่ชายหนุ่มที่นอนปิดตาสนิทกลับมาน้ำตาหนึ่งหยดไหลออกมา…..

 

ข่าวเรื่องชีพจนหยวนของมู่เฟิงแตกซ่านได้กระจายไปทั่วตระกูลมู่อย่างรวดเร็วก่อให้เกิดความตกใจอย่างมหันต์

 

“อะไรนะ? ชีพจรหยวนของนายน้อยเฟิงแตกซ่านจนกลายเป็นคนพิการนี่มันนี่มันเป็นเรื่องจริงหรือ?”

 

“เป็นความจริงข้าได้ยินเรื่องนี้จากข้ารับใช้ของนายน้อยเฟิงจริงแท้แน่นอน”

 

“เฮ่อน่าเสียดายอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ที่สุดต้องมาตกต่ำถึงเพียงนี้กองทัพตระกูลมู20,000นายก็ถูกสังหารในสนามรบแม้แต่ท่านแม่ทัพยังถูกปลิดชีพในสนามรบตอนนี้นายน้อยเฟิงคนเดียวที่ยังมีชีวิตกลับมากลับสูญเสียทุกอย่างสวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเลย ”

 

“ใช่นายน้อยเฟิงจุดชีพจรหยวนแตกซ่านท่านแม่ทัพก็เสียชีวิตในสนามรบตระกูลมู่กำลังเข้าสู่ยุคสมัยที่กำลังตกต่ำลง”

 

คนกลุ่มหนึ่งพูดคุยกันอย่างพลุ่งพล่าน

 

มู่เฟิงเป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในตระกูลมู่เขาเริ่มฝึกตนตั้งแต่อายุ 5 ขวบเมื่ออายุ 12 ขวบเขาสามารถเปิดจุดชีพจรหยวนถึงจุดที่เก้าเมื่ออายุ14ปีเขาสามารถฝึกฝนถึงระดับจือฝู่จนกลายเป็นนักรบขั้นก่อเกิดเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลมู่เลื่องชื่อลือนามทั่วเมืองเป็นนักเรียนที่เจ้าเมืองเชื้อเชิญให้มาเข้าเรียนในโรงเรียนนักรบแห่งราชันต์

 

แต่ตอนนี้เขากลับได้จุดชีพจรหยวนแตกซ่านกลายเป็นแค่คนพิการคนหนึ่งจึงมีแต่ผู้คนหอนหายใจด้วยความเสียดายดังขึ้นถี่ถี่

 

ข่าวลือแพร่กระจายทั่วเมืองอย่างรวดเร็วสร้างความตกใจแก่ตระกูลต่างๆที่อยู่ในเมืองหลวง

 

…..

 

ดวงจันทร์สุกสกาวเรียงรายจันทร์เสี้ยวดุจคันศรอาณาจักรหนานหลิงในยามค่ำคืนสว่างไสวเหมือนกลางวัน

 

อาคารบ้านเรือนแน่นขนัดสวนลานกว้างใหญ่ที่บ้านตระกูลซ่างกวานซึ่งเป็นตระกูลข้าราชการระดับสูงจุดไฟส่องแสงสว่างทั่วเรือน

 

ตระกูลซ่างกวานเป็นตระกูลใหญ่ในราชอาณาจักรมีตำแหน่งสูงกว่าตระกูลมู่

 

ในเรือนของตระกูลเด็กชายวัย 17-18 ปีกำลังมีขย่มบนร่างสาวใช้ของตัวเองร่างกายเปลือยเปล่าสุขหรรษายิ่งนัก

 

ก๊อกก๊อก… !

 

มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก

 

“แม่งใคร?”

 

ชายหนุ่มส่งเสียงอย่างโกรธเกรี้ยว

 

“นายน้อยข้าเองข้าน้อยมีเรื่องเร่งด่วนมารายงาย”

 

“เรื่องด่วนอะไรแม่งรออยู่ตรงนั้น!”

 

ชายหนุ่มโกรธเดือดดาลที่ถูกขัดจังหวะตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเขายืนขึ้นหยิบชุดคลุมมาใส่แล้วใช้ผ้าห่มคลุมร่างของหญิงสาวข้ารับใช้

 

ชายผู้นี้มีใบหน้าที่ดูหล่อเหลาคิ้วแหลมจมูกโด่งแต่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความชั่วร้าย

 

ซ่างกวานเชียนจื้อคือบุตรชายของผู้นำตระกูลซ่างกวานเป็นคนที่มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดามีกระดูกหยวนขั้นแปด

 

เส้นทางของนักรบกระดูกหยวนเป็นกระดูกรากฐานของมนุษย์ยิ่งกระดูกหยวนมีระดับที่สูงขึ้นก็จะรับรู้ปราณวิญญาณแห่งจักรวาลได้ไวขึ้นมีตั้งแต่ขั้น1ซึ่งต่ำที่สุดจนถึงระดับสูงสุดคือขั้น 9

 

เขาเปิดประตูห้องมีคนรับใช้หนึ่งคนยืนอยู่ข้างนอก

 

“ทางที่ดีเจ้าควรจะมีคำแก้ตัวดีๆไม่เช่นนั้นข้าจะหักขาที่สามของเจ้า.”

 

ซ่างกวานเชียนจื้อพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจเห็นได้ชัดว่าเขาโมโหมาก

 

คนรับใช้ที่สั่นเทิ้มพร้อมพูดว่า: “นายน้อยเป็นข่าวดีข่าวที่น่าเชื่อถือได้ยินว่ามู่เฟิงแห่งตระกูลมู่จุดชีพจรหยวนแตกซ่านกลายเป็นคนพิการคนหนึ่งเจ้านั่นหมดหวังในเส้นทางนักรบแล้ว ”

 

มีความสุขเปี่ยมล้นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซ่างกวานเชียนจื้อเขาคว้าคอเสื้อของคนรับใช้นี้และพูดว่า “เจ้าพูดว่าอะไรนะ? จุดชีพจรหยวนของเจ้ามู่เฟิงแตกซ่าน? ”

 

“ขอรับนายน้อยข่าวได้แพร่ไปทั่วอีกไม่นานคงรู้กันทั่วราชอาณาจักร ”

 

“ฮ่าฮ่าดียอดเยี่ยมมู่เฟิงคราวนี้ข้าจะดูว่าเจ้ามีคุณสมบัติอะไรมาแย่งชิงหว่านไปจากข้าข้าจะไปหาท่านพ่อเพื่อสู่ขอชิงหว่านฮ่าฮ่าสวรรค์เข้าข้างข้าช่างกวานเชียนจื้อผู้นี้! ”

 

เสียงหัวเราะอย่างเปี่ยมสุขของเขาดังสะท้อนอยู่ในห้อง

……………