+100%-
บทที่ 9 : จิตวิญญาณของเวทมนต์
 
ในเวลานั้น เอลิน่ากับราซกำลังเดินกลับมา เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ พวกเขาก็รีบวิ่งเข้ามาดู
 
เมื่อพวกเขาพบว่าออป้ากำลังอาเจียนอยู่ หลังจากเข้าไปใกล้ๆ พวกเขาก็เข้าใจสถานการณ์ทันที  มันน่าสงสัยตั้งแต่แรกแล้วว่า ทุกครั้งที่ออป้าเป็นคนป้อนอาหารให้ลิท เด็กน้อยจะหิวกว่าปกติ
 
แต่ตอนนี้มีหลักฐานชัดเจน ซุปครีมที่ยังไม่ย่อยกองอยู่เต็มพื้น
 
ใบหน้าของราซเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความโกรธ “เจ้า!” “แม่ผิดหวังในตัวลูกมาก ออป้า” เอลิน่าตำหนิแทน เมื่อเห็นว่าสามีของเธอโกรธจนพูดอะไรไม่ออก
 
“จากนี้ไปเอลิน่าจะเป็นคนป้อนข้าวให้ลิทแทน เจ้าไปช่วยงานที่คอกสัตว์ ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่แย่งวัวกินเศษฟางอีก”
 
“แต่ท่านพ่อ…” ออป้าพยายามจะพูดแก้ตัว เขาเกลียดกลิ่นเหม็นสาปในคอกสัตว์
 
“ไม่มีแต่!” ราซตะโกน “เอลิน่า ต่อไปนี้แบ่งอาหารส่วนหนึ่งของออป้าให้ลิท เขาต้องได้รับบทลงโทษจากการกระทำของตัวเอง”
 
พวกเขาพูดเร็วเกินไปจนลิทฟังไม่ทัน แต่หน้าที่ซีดลงของออป้าถือเป็นข่าวดี
 
ออป้าเริ่มร้องไห้และขอโทษ แต่เด็กน้อยจะยอมให้มันเกิดขึ้นได้ยังไง? เสียงร้องไห้ของลิทที่ดังขึ้นกว่าเดิม ทำให้ราซและเอลิน่าเลิกสนใจออป้า แล้วสั่งให้เขาไปดูแลสัตว์เลี้ยงในคอก
 
หลังจากได้รับการดูแลด้วยอาหารและนมเป็นอย่างดี เขาหันมาทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากทำการทดลอง เขาเริ่มเข้าใจหลักการของความสามารถใหม่และเข้าใจเวทมนตร์ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
 
เขาค้นพบว่าการใช้เวทมนตร์มีการทำงานทั้งหมด 3 ขั้นตอน ขั้นแรกคือปล่อยมานาออกมา ขั้นที่สองคือรวมมานาเข้ากับพลังงานธาตุที่ต้องการ ขั้นสุดท้ายคือการควบคุมผลของมันหรือก็คือเวทมนตร์ ซึ่งเป็นขั้นที่ยากที่สุด
 
จิตวิญญาณของเวทมนตร์ช่วยให้เขาข้ามขั้นตอนที่สองไป มันใช้เพียงมานาของเขาเองโดยไม่ต้องยืมธาตุองค์ประกอบบนโลก นั่นทำให้ยากยิ่งกว่าเวทมนตร์ใดๆที่เขาเคยฝึกมา
 
มันต้องใช้สมาธิมากขึ้นเมื่อเทียบกับเวทมนตร์ปกติ มานาบริสุทธิ์ไม่มีรูปแบบทางกายภาพ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถใช้สายตาในการควบคุมมัน
 
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับจินตนาการ เขาต้องการทดลองว่าเทคนิคนี้สามารถให้ผลลัพธ์ดีกว่าการใช้เวทมนตร์ปกติได้หรือไม่?
 
แต่ระยะการควบคุมมีจำกัดมาก รัศมีไม่ถึง 1 เมตร
 
เพราะมีข้อจำกัดในตอนนี้ ลิทหันกลับไปฝึกเวทมนตร์แบบปกติ แต่สิ่งเขาได้จากการศึกษาจิตวิญญาณของเวทมนตร์สามารถช่วยพัฒนาการใช้เวทมนตร์อื่นๆได้
 
ความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้
 
บางครั้งเขาจะลองใช้เวทมนตร์เพื่อดูความก้าวหน้า หลังจากมีความเข้าใจเกี่ยวกับเวทมนตร์มากขึ้น
 
การก้าวหน้าของลิท ทำให้เทคนิคการหายใจของเขาพัฒนาเช่นกัน
 
ไม่เพียงแต่การรวบรวมมานาเท่านั้น ตอนนี้เขารับรู้ได้ว่าแก่นมานาของเขามีการเปลี่ยนแปลงขนาดที่ใหญ่ขึ้น และสามารถคาดเดามานาที่มีอยู่เป็นปริมาณได้อีกด้วย
 
จากการแปรสภาพพลังงานธาตุในอากาศเป็นแก่นมานาอยู่ตลอด ทำให้ขนาดของมันเพิ่มขึ้น จากเข็มหมุดเป็นแก้วหนึ่งใบ
 
แก่นมานามีขนาดเท่าแก้วหนึ่งใบ แล้วเมื่อเขาพัฒนาต่อ ร่างกายกลับบีบอัดแก่นมานากลับไปเป็นเข็มหมุดอีกครั้ง
 
เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นและยังไม่มีวิธีแก้ไข ดูเหมือนว่าแก่นมานากับร่างกายต้องเติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุล
 
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเขาพยายามรวบรวมแก่นมานา พลังงานธาตุที่ไหลเข้ามาถูกต่อต้านจากแก่นมานา ร่างกายของเขาได้รับบาดเจ็บ
 
ด้วยการขยายขึ้นและบีบอัด ความบริสุทธิ์ของแก่นมานาเพิ่มขึ้นจนเขาสัมผัสได้
 
หลังจากค้นพบและฝึกฝนจิตวิญญาณของเวทมนตร์ เขามีสามารถควบคุมมานาทั้งภายในและภายนอกได้
 
เขาปรับเปลี่ยนเทคนิคเสริมพลังใหม่ เมื่อหายใจเข้าพลังงานของโลกจะรวมกันในร่างกายจนถึงขีดจำกัด
 
จากนั้นปล่อยพลังงานทั้งหมดออกไป ผ่านทุกส่วนของร่างกายแม้แต่เส้นผม
 
หลังจากลองทำแบบนี้บ่อยๆ เขารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ร่างกายของเขาแข็งแรงขึ้น! อากาศที่หนาวเย็นมีผลกับเขาน้อยลง เขาแทบไม่เป็นโรคอะไรเลย
 
เมื่อทุกคนในครอบครัวเป็นหวัด ร่างกายของเขาสามารถหายจากอาการป่วยในเวลาอันรวดเร็ว
 
‘ถ้ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หมายความว่าเทคนิคการหายใจที่ปรับปรุงแล้ว สามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นได้ แสดงว่าสามารถใช้เทคนิคนี้แทนการออกกำลังกายได้’ ดวงตาของเขาเป็นประกาย
 
‘หวังว่ามันจะช่วยชั้นทะลุผ่านขีดจำกัดของร่างกายได้ ต่อให้ไม่ได้ มันก็ไม่น่าจะมีผลเสียกับร่างกาย’
 
สำหรับชีวิตในครอบครัวของเขามีการเปลี่ยนแปลงบ้างในช่วงหลายเดือนผ่านมา
 
หลังจากเหตุการณ์เรื่องซุป การแบ่งแยกระหว่างพี่น้องก็ชัดเจนขึ้น เขากับออป้ามีอคติต่อกัน
 
เมื่อออป้าโกรธ เขาจะเรียกลิทว่าจอมตะกละ 
 
เมื่อพ่อแม่ได้ยินออป้าเยาะเย้ย เขาจะถูกตำหนิอย่างรุนแรง และเมื่อเขาพยายามจะเถียง เขาก็ถูกตี
 
เขาโทษว่าลิทเป็นต้นเหตุของความโชคร้ายทั้งหมด ลิทหัวเราะคิกคักทุกครั้งเมื่อเขาถูกพ่อแม่ลงโทษ
 
ความสัมพันธ์ของลิทกับเอลิน่าและราซดีขึ้นเรื่อย ๆ
 
เขาเริ่มพูดได้สั้นๆหลังจากที่ร่างกายเติบโตขึ้น พูดว่า “มา” เมื่อเอลิน่าอุ้ม และ “พา” เมื่อราซเข้ามาใกล้ๆ  
 
เขาไม่ได้สนิทกับราซเท่าเอลิน่า พ่อของเขามักจะยุ่งอยู่กับงานตลอดเวลา แล้วปล่อยให้ภรรยากับลูกสาวคนโตดูแลเขา
 
ราซคิดว่าเขายังเด็กเกินไป และในอนาคตมันยังมีเวลาอีกมากที่จะทำความรู้จักกันระหว่างพ่อลูก
 
ราซแปลกใจเกี่ยวกับลิทเสมอ เขาไม่เคยร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล แบบที่เด็กๆมักจะทำกัน 
 
หากมีใครบังเอิญชนกับเปลของเขาหรือทำเสียงดังขณะที่เขาหลับอยู่ สิ่งที่เด็กน้อยทำคือตื่นขึ้นมามองดูรอบๆแล้วนอนต่อ
 
ลิทเริ่มชอบเอลิซ่ามากขึ้น เธอเหมือนป้ามากกว่าพี่สาวของเขา เขามองเธอที่กำลังดูแลเขา เหมือนเห็นภาพของเดเรคกำลังดูแลคาร์ล
 
เขาชอบอบอุ่นที่เธอมอบให้ เขายิ้มและหัวเราะเมื่อเห็นเธอและเรียกเธอว่า “ลา” เอลิซ่าเป็นคนเดียวนอกจากพ่อแม่ที่มีชื่อเรียก
 
มันไม่มาก แต่มันหมายถึงว่าเธออยู่ในโลกของเขา
 
ผ่านไป 6 เดือนนับตั้งแต่ลิทเกิด เขาได้อยู่บนพื้นเป็นครั้งแรก และเริ่มฝึกคลานภายใต้การดูแลที่เข้มงวด เมื่อถึงเดือนที่ 9 เขาเดินได้ด้วยตัวเอง และเริ่มพูดได้ชัดเจนและมากขึ้น
 
หนึ่งปีผ่านไป เขาพึ่งค้นพบว่าโลกนี้ให้ความสำคัญกับวันเกิดเช่นกัน เขาเริ่มพูดได้เป็นประโยคมากขึ้น 
 
การไม่รู้เกี่ยวเด็กทารกทำให้เป็นเรื่องยาก ที่จะหาจังหวะเวลาเหมาะสมในการแสดงออก  โชคดีที่ลิทได้ยินเรื่องที่เด็กทารกควรทำได้อยู่บ้าง ตอนนี้เขาฟังภาษาที่นี่รู้เรื่องอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาจึงได้รับความรู้ใหม่ๆจากการฟังทุกคนในบ้านพูดคุยกันอยู่เสมอ
 
ถ้าเขารู้ล่วงหน้าว่าเอลิน่ากับราซกำลังจะหัวใจวาย เพียงเพราะเขาเรียกเอลิน่าว่า “แม่” จาก “มา”  และเพราะราซเชียร์ให้เขาวิ่ง เขาก็เลยวิ่ง ลิทคงจะรออีกสักครึ่งปีค่อยทำแบบนั้น
 
เขาให้ความสนใจกับทุกคำพูดของราซ เอลิน่าและเอลิซ่า แต่ต้องพยายามทำเหมือนว่าเขาเป็นเด็กน้อยที่ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
 
เมื่อเขาได้รับอนุญาตให้เดินเล่นในบ้าน พวกเขาจะให้กิ่งไม้เล็กๆกับเขามาด้วย และคาดหวังว่าเขาจะชอบมันและใช้มันสำรวจบ้าน
 
ตอนนี้เขารู้จักทุกซอกทุกมุมหมดแล้ว แต่ต้องทำเป็นตื่นเต้นเดินไปรอบบ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น
 
เป็นอีกอย่างที่ยาก เขาไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไง ตอนเป็นเด็กทารก ทุกคนจะทำสิ่งต่างๆด้วยสัญชาติญาณ มีใครกล้าพูดมั้ยว่าจำได้ว่าทำอะไรไปบ้างตอนอายุ 1 ขวบ?
 
เมื่อเห็นสายตาคาดหวังของทุกคน เขาเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด เตาผิง แต่ตอนนี้เตาผิงไม่ได้ถูกจุดไฟอยู่ ด้านในเตามีแต่กองขี้เถ้า
 
เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ ราซก็หยุดเขา
 
“นี่คือเตาผิง ตอนนี้ปลอดภัย แต่ไฟไม่ดี ไฟทำให้เจ็บ อย่าไปจับมัน”
 
เด็กน้อยดูสับสนก่อนจะพยายามเอื้อมมือไปจับขี้เถ้า ราซหยุดมือของเขาไว้
 
“ไฟไม่ดี อย่าไปจับมัน” พ่อของเขาพูดซ้ำอีกรอบ
 
เด็กน้อยมองตาพ่อของเขาอย่างลึกล้ำก่อนพูดว่า “ไฟแย่”
 
“ใช่ ไฟแย่มาก” ราซพยักหน้า
 
ลิทเดินออกจากเตาผิงและเข้าไปหาโต๊ะ เขาพยายามปีนขึ้นเก้าอี้และเกือบร่วงลงไป เอลิน่ารีบวิ่งมาช่วยเขา
 
“พระเจ้า เจ้าตัวน้อยนี้ชอบอันตราย” เมื่อเห็นการแสดงออกที่น่าเป็นห่วงของลิท พวกเขาก็กังวล
 
เด็กน้อยทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายทุกครั้ง เดินเข้าไปในเตาผิง ปีนขึ้นไปบนโต๊ะ หรือพยายามหยิบหม้อและมีดในห้องครัว
 
พวกเขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าการผจญภัยในวันนี้สิ้นสุดลง พวกเขาพาเด็กน้อยมานั่งบนผ้าใบที่ปูบนพื้นไม้ นั่งเล่นกับเขาและถอนหายใจ
 
ลิทมีของเล่นเป็นม้าเล็กๆ รถเข็นและสุนัขแปลกๆ ของเล่นทุกชิ้นทำจากไม้ การเล่นสำหรับเด็กง่ายมาก ไม่ต้องมีเหตุผลหรือคำอธิบายในสิ่งที่เขาทำ
 
เขาสามารถใช้เวลาเล่นเพื่อฝึกฝนจิตเวทได้ เมื่อไม่มีใครอยู่ เขาจะทำให้พวกมันลอยไปไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ (จิตเวท = จิตวิญญาณของเวทมนต์)
 
เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยเล่นแบบนี้มาก่อน เขาเริ่มรู้สึกสนุกกับช่วงเวลาเหล่านี้จริงๆ การเป็นเด็กจะทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเอง กรีดร้องและหัวเราะได้ตลอดเวลา 
 
“ใครจะคิดว่าเพื่อนตัวน้อยที่เงียบๆคนนี้จะมีจินตนาการที่สดใส” ราซพูดด้วยสีหน้าภูมิใจ “ดูสิ สิ่งที่เขามีก็แค่ของเล่นเก่าๆ” 
 
“แต่เหมือนกับว่าเขามีโลกทั้งใบอยู่ในมือ”