+100%-
บทที่ 13 : แลกเปลี่ยน(2)
 
นาน่ามีจรรยาบรรณในการทำงานของตัวเอง แม้หญิงชราจะถูกใจลิทมาก แต่ในการรักษาทิสต้า ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ เท่าเทียมกับคนไข้คนอื่น
 
ลิทเป็นคนที่พยายามและไม่ยอมแพ้ สมัยอยู่มหาวิทยาลัย เขาจะใช้เวลาว่างทุกวินาทีทบทวนวิชาที่ตัวเองไม่ถนัด
 
‘มันต้องใช้ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง จะดีกว่าถ้าข้าจะปล่อยเวทมนตร์ธาตุแสงและธาตุมืดไปก่อน ทั้งสองธาตุอยู่นอกเหนือหลักการทางวิทยาศาสตร์ มันยากจะเรียนได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ข้ายังต้องรออีกหลายปีถึงจะมีโอกาสอ่านหนังสือพวกนั้น’
 
เมื่อถึงคิวของทิสต้า ลิทสะบัดความคิดอื่นทิ้งไป แล้วตั้งใจดูการใช้เวทมนตร์ของนาน่า
 
Vinire Rad Tu!” เป็นเวทมนตร์บทเดิมที่นาน่าเคยใช้ตรวจหาความผิดปกติของลิทเมื่อ 3 ปีก่อน 
 
ลิทชื่มชมการควบคุมมานาของหญิงชรา แสงสีขาวห้อมล้อมร่างกายของทิสต้า มันค่อยๆเคลื่อนที่มารวมกันที่หน้าอกของสาวน้อย แล้วเปลี่ยนเป็นสีเทาอย่างรวดเร็ว
 
“ข้ามีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวดีคืออาการป่วยของทิสต้ายังคงที่ ไม่ได้แย่ลงจากเดิม ข่าวร้ายคือข้ายังหาวิธีรักษาเธอไม่ได้ ข้ากลัวว่าเธออาจต้องป่วยแบบนี้ตลอดชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเธอเติบโตขึ้น โอกาสรักษาจะยิ่งน้อยลง”
 
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนมืดมน การมีชีวิตแบบนี้ไปตลอด เกือบไม่ต่างกับการไม่มีชีวิต
 
ลิทตกใจที่ได้ยิน ทุกอย่างไม่มีความหมายถ้าเขาไม่สามารถช่วยเหลือคนที่เขารักได้ มันจะต่างอะไรจากชีวิตก่อน
 
พวกเขาออกจากบ้านนาน่าด้วยความหดหู่ ระหว่างเดินทางกลับไม่มีใครพูดอะไร
 
เมื่อกลับมาถึง เอลิน่าบอกข่าวร้ายกับราซและลูกทุกคน หลายคนร้องไห้และเดินเข้ามากอดทิสต้า ทุกคนร่วมแบ่งปันความทุกข์กัน
 
ลิทได้แต่สาปแช่งชะตากรรมที่โหดร้ายของทิสต้า
 
‘การมีเวทมนตร์จะดียังไง ถ้าข้าช่วยใครไม่ได้ ครอบครัวของข้าล้วนเจอแต่ความโชคร้าย ทำไมข้าต้องกลับมาเกิดที่โลกใบใหม่ เพื่อจะมีชีวิตที่เลวร้ายไม่ต่างจากเดิม’
 
เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือยอมรับความจริง ทิสต้าป่วยหนักตั้งแต่เกิด มันไม่ใช่ความผิดของลิท
 
เมื่อได้รับการยอมรับจากนาน่า เด็กน้อยก็สามารถฝึกฝนเวทมนตร์ได้อย่างเปิดเผย เขาก็พิสูจน์ความสามารถด้วยการทำความสะอาดบ้านทั้งหลังด้วยตัวเอง ช่วยลดภาระของเอลิน่าและเอลิซ่า
 
ด้วยเวทมนตร์ธาตุมืด การทำความสะอาดจานและหม้อใช้เวลาไม่กี่นาที ไม่มีสิ่งใดที่ตกค้าง คราบไขมันสลายกลายเป็นฝุ่น
 
ใช้เวลาไปกับการทดลองเวทมนตร์ธาตุแสงเพื่อค้นหาวิธีรักษาทิสต้า และสามารถช่วยลดอาการป่วยของเธอได้ ตอนนี้เธอไม่จำเป็นต้องไปหานาน่าบ่อยเหมือนเมื่อก่อน
 
ความสามารถมากมายที่ลิทแสดงออก ทำให้ออป้าเกลียดเขามากขึ้นเรื่อยๆ
 
‘อวดดี! เจ้านั่นก็แค่ฉลาดนิดหน่อยกับใช้เวทมนตร์ได้เล็กน้อย ทำไมทุกคนถึงเอาแต่ยกยอเขา? ทำไมไม่เห็นใจข้าที่ต้องทำงานหนักอยู่ในฟาร์มบ้าง? ทำไมเขาถึงเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์มากมาย? แต่ข้ากลับไม่มีอะไรเลย’
 
พลังมานาและความเข้าใจในเวทมนตร์ของลิทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ความสัมพันธ์ของเขากับออป้าก็ลดลงเรื่อยๆเช่นกัน และคงไม่มีวันจะดีขึ้น
 
ผ่านไปไม่นาน เมื่อลิทค้นพบหรือเข้าใจอะไรใหม่ๆเกี่ยวกับเวทมนตร์ เขาไม่ได้ตื่นเต้นอีกต่อไป มันกลายเป็นความเคยชิน
 
ในที่สุดลิทก็อายุ 4 ขวบ ในหมู่บ้านลูเทีย เด็กที่มีอายุเกิน 4 ขวบถือว่าโตขึ้นอีกขั้น พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องดูแลทุกเรื่อง พวกเขาจะมีอิสระมากขึ้น 
 
เป็นเวลาเหมาะสมในการพาพวกเขาไปรู้จักเพื่อนบ้าน ทำความรู้จักกับเด็กในหมู่บ้านที่วัยใกล้เคียงกัน พวกเขาจะมีมิตรภาพต่อกันและกลายเป็นเพื่อนกันเมื่อโตขึ้น
 
เอลิซ่าพาลิทไปทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านทุกคนที่อยู่รอบๆฟาร์ม
 
เด็กในวัยนี้ควรเริ่มมีสังคมและเล่นกับเพื่อน แต่ลิทไม่สนใจและทำตามแผนการฝึกของเขาต่อไป เขาต้องพยายามให้มากกว่าความล้มเหลว 
 
ฟาร์มของราซตั้งอยู่ที่ทิศตะวันตกของหมู่บ้านลูเทีย อยู่บริเวณปลายเขตของหมู่บ้าน  ห่างจากฟาร์มไปอีก 1 กิโลเมตร เป็นป่าใหญ่ที่ชื่อว่า ป่าทราว์น
 
ป่าทราว์นไม่ได้มีชื่อเสียงอันตราย ผู้คนที่อาศัยในหมู่บ้านต่างก็พึ่งพิงป่านี้ ในป่ามีทรัพยากรมากมายที่ช่วยในดำรงชีวิต
 
ป่าทราว์นมีสัตว์ป่าอยู่นับไม่ถ้วน ผู้กล้าหาญจะออกล่าเพื่อเนื้อและขนสัตว์ มันเป็นสิ่งที่มีค่ามากโดยเฉพาะฤดูหนาว
 
ไม่มีใครรู้ว่าลึกข้างในมีสัตว์น่ากลัวหรืออันตรายอะไรอยู่ ไม่มีใครกล้าทำและมันไม่จำเป็น ดังนั้นพื้นที่ใจกลางของป่าทราว์นจึงไม่มีข้อมูลอะไรอยู่บนแผนที่
 
การฝึกเวทมนตร์ต้องใช้พลังงานจำนวนมากและต่อเนื่อง ครอบครัวของลิทไม่มีอาหารเพียงพอกับความต้องการของเขา
 
ตอนนี้เด็กน้อยคือคนที่ทำงานมากที่สุดในบ้าน ดังนั้นเขาต้องการอาหาร
 
ปัญหาคือลิทไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการล่าสัตว์เลย นั่นเป็นเหตุผลให้เขามุ่งหน้าไปที่บ้านหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้ฟาร์ม เจ้าของบ้านคือ เซเลีย ฟาสแทร์โร เธอเป็นนักล่าเพียงคนเดียวที่เป็นเพื่อนบ้านของเด็กน้อย
 
‘ข้าไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือยังไง เธออาจมองว่าข้าเด็กเกินไปที่จะเรียนรู้การล่าสัตว์ ข้าได้แต่หวังว่าเธอจะเป็นผู้หญิงใจดีและเมตตา’
 
บ้านของเซเลียเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว มีขนาดเล็กกว่าบ้านของลิท มีพื้นที่ประมาณ 60 ตารางเมตร พื้นที่หน้าบ้านเป็นทุ่งนาที่ถูกปล่อยร้างไว้ รอบๆไม่มีสิ่งก่อสร้างอย่างอื่นนอกจากตัวบ้าน
 
‘ไม่มีการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ที่นี่เลย หมายความเธอต้องล่าสัตว์เป็นอาชีพหลัก และมีประสบการณ์มาก ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับข้า’
 
ลิทเคาะประตูบ้านเซเลียด้วยความกังวลเล็กน้อย ประตูเปิดเกือบจะทันที
 
“เจ้าอีกแล้ว? เจ้าหลงทางหรือไง?” เซเลียเป็นผู้หญิงวัยสามสิบต้นๆ สูง 1.7 เมตร ผิวดำคล้ำ ผมสีดำถูกตัดสั้นจนเหมือนทรงผมผู้ชาย 
 
เธอเป็นผู้หญิงหน้าตาดี หน้าอกที่แบนราบและดวงตาที่แหลมคม รวมกับนิสัยตรงไปตรงมา ทำให้เธอดูเหมือนผู้ชายคนนึง
 
เธอสวมเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีเขียว กางเกงขายาวลายพราง และรองเท้าบู๊ตสีน้ำตาล
 
“สวัสดีท่านเซเลีย ท่านพอจะว่างหรือไม่ ท่านช่วยสอนวิธีชำแหละซากสัตว์ให้ข้าได้มั้ย?”
 
เซเลียรู้สึกประหลาดใจ “ทำไม?”
 
“เพราะข้าหิว” ลิทไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง เขาพยายามเลือกคำตอบที่คิดว่าดีที่สุด “ข้าหิวมากและข้าไม่มีอาหาร ข้าคิดว่าข้าสามารถล่าสัตว์ได้ แต่ข้าไม่รู้วิธีจัดการกับซากสัตว์”
 
“ไม่ ข้าหมายถึงว่าทำไมข้าต้องช่วยเจ้า ข้าจะได้อะไร?” เซเลียหัวเราะเบาๆ
 
“งั้นท่านต้องการอะไร?” เด็กน้อยถามกลับ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้เรียนง่ายๆ
 
“ข้าพูดตรงๆ ข้าไม่เชื่อว่าคนแคระที่สูงยังไม่ถึงเข็มขัดของข้าจะสามารถล่าสัตว์ได้ ในเมื่อเจ้าต้องการให้ข้าสอน มันต้องมีค่าตอบแทน”
 
เซเลียยืนเกาคางอยู่เงียบๆ เธอไม่เคยมีผู้ช่วยและคิดว่ามันไม่จำเป็น ปกติแล้วเธอจะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
 
“ข้ากลัวว่าเจ้าจะทำสินค้าของข้าเสียหาย เอาอย่างนี้ ในเมื่อเจ้าบอกว่าเจ้าสามารถล่าสัตว์ได้ งั้นก็ไปล่าสัตว์แล้วเอาศพมันมาที่นี่ ข้าจะสอนเจ้าถึงวิธีการชำแหละร่างสัตว์ แต่ครึ่งหนึ่งจะเป็นค่าตอบแทนของข้า”
 
‘ผู้หญิงใจดีและเมตตา? ครึ่งหนึ่งนี่มันขโมยชัดๆ!’ เด็กน้อยคำรามในความคิด แต่เขาไม่มีทางเลือก
 
“ข้าจะกลับไปล่าสัตว์ ท่านอยู่ที่บ้านเวลาไหนบ้าง?” 
 
“ข้าอยู่ที่นี่ตลอดทั้งวัน มีอะไร?” เซเลียตอบ
 
“อีกไม่นานข้าจะกลับมา อย่าลืมข้อตกลงของเรา” ลิทพูดจบแล้วปิดประตูโดยไม่รอคำตอบ เขาหงุดหงิดกับข้อแลกเปลี่ยนที่เหมือนโดนปล้น 
 
ลิทหันหลังกลับแล้วเดินไปทางป่าทราว์น เมื่อได้ยินเด็กน้อยบอกว่าจะไปล่าสัตว์และกลับมาในอีกไม่นาน เซเลียอดไม่ได้ที่จะหัวเราะดังๆ ไม่ต้องพูดถึงว่าเด็กน้อยไม่มีธนู กับดัก หรืออุปกรณ์ช่วยเหลือสักอย่าง เด็กวัยขนาดนี้จะล่าสัตว์ได้ยังไง?
 
ลิทเดินเข้าไปในป่าอย่างเงียบๆ ดวงตาเด็กน้อยเปล่งแสงสีเหลืองเหมือนแสงของรุ่งอรุณ
 
หนึ่งในผลลัพธ์จากการฝึกเวทมนตร์เมื่อปีที่แล้ว ด้วยการผสานเวทมนต์ธาตุแสงเข้ากับดวงตา ทำให้ลิทสามารถมองเห็นพลังชีวิตของสิ่งมีชีวิตได้ เขามองเห็นสิ่งมีชีวิตเป็นแสงสีขาว ในขณะที่โลกกลายเป็นสีเทา ยิ่งพลังชีวิตมากแสงสีขาวก็ยิ่งสว่างมาก ด้วยวิธีนี้ เขาสามารถมองเห็นสัตว์ในป่าอย่างง่ายดาย ไม่ว่าพวกมันจะซ่อนตัวอยู่ใต้ดินหรือในพุ่มไม้ก็ตาม
 
เด็กน้อยไม่จำเป็นต้องล่าสัตว์ใหญ่ ตราบใดที่มันมีเนื้อและหนัง ก็เพียงพอที่จะใช้เรียนทักษะจากเซเลีย
 
สัตว์ป่าส่วนใหญ่จะวิ่งหนีทันทีเมื่อเด็กน้อยเข้ามาใกล้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด นกและกระรอกยังเกาะอยู่ตามต้นไม้สูงเพราะคิดว่าปลอดภัย แต่จิตเวทของเขาได้แตะระยะ 20 เมตรแล้ว สัตว์ป่าที่อยู่ในรัศมีของจิตเวทก็เหมือนอยู่ในกำมือของเขา
 
เพียงแค่ยื่นมือออกไปที่เป้าหมาย บีบและหมุน ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที ศพนกที่มีขนแปลกประหลาด 2 ตัว และศพกระรอกอีก 2 ตัว นอนกองรวมกันอยู่ที่พื้น
 
‘ข้าสามารถจับได้มากกว่านี้ แต่หญิงโลภนั่นจะได้กำไร’
 
ลิทตัดสินใจหยุดล่า เด็กน้อยหิ้วร่างสัตว์ที่ล่าได้เดินกลับไปที่บ้านเซเลีย
 
‘ความจริงแล้วการชำแหละสัตว์เล็กๆราซน่าจะสอนข้าได้ ที่ฟาร์มมีโรงเลี้ยงไก่ และครอบครัวเรามีเนื้อไก่กิน แสดงว่าต้องรู้วิธีจัดการกับไก่ด้วย แต่ต่อให้ราซยอมสอนข้า ข้าคงทำได้แค่ฝึกและไม่ได้กินมันอยู่ดี’
 
ลิทเดินมาหยุดที่หน้าประตูบ้านของเซเลีย แล้วเคาะประตูเรียกเธอ
 
เมื่อเซเลียรู้ว่าเป็นเด็กน้อยที่ยอมแพ้กลับมา เธอคิดจะเยาะเย้ยเขาว่าไม่มีความอดทน พร้อมกับสั่งสอนว่า การล่าสัตว์ไม่ใช่การเล่นสนุกของเด็ก 
 
แต่เมื่อเธอเปิดประตูออกไป คำพูดที่คิดไว้ก็ต้องค้างอยู่ในลำคอ